[ HIGH-END CNC ][ CNC ความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ ][ EDM FOR SME ] [ Spare Part ][ Fanuc 3,6,10,11 Series ] [ บทความที่3 ][ บทความที่2 ][ บทความที่1 ]
เมนูหลัก
Home
R&D CENTER
OVERHAUL MACHINE
FIELD SERVICE
CNC MEMORY UPGRADE & DNC
FANUC & MITSUBISHI PARTS
SRAM & ATA FLASH CARD
USB & CNC & LAN
MAZAK & USB & LAN
DEBURRING & POLISHING ROBOT
CNC MONITOR & LCD
เครื่องดูดทำความสะอาดระบบ Vacuum
JOB
Contact Us
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
สาระความรู้
อัตราแลกเปลี่ยนเงิน
หนังสือพิมพ์
กรุงเทพธุรกิจ
บางกอกโพสต์
คมชัดลึก
มติชน
ไทยรัฐ
เดลินิวส์
มุมนักเสี่ยงโชค
ตรวจผลล็อตเตอรี่

บทความที่3

การเลือกซื้อเครื่อง CNC ใหม่ อย่างง่าย

    ณ สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ ทำให้หลายๆบริษัทอยู่ในขั้นวิกฤษ และอีกหลายๆที่ชลอการจ่ายเงินและงานลง ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่แทบจะหยุดการดำเนินธุรกิจเลย การซื้อขายเครื่องจักรเป็นเรื่องที่แย่ตามไปด้วย บทความนี้ผมจะพูดเกี่ยวกับเรื่องการเลือกซื้อเครื่อง CNC ใหม่แบบช่างซ่อม สำหรับท่านที่ต้องการลงทุนตอนนี้

    ผมเองซ่อมเครื่องเกือบจะทุกยี่ห้อที่เป็นของญี่ปุ่นและใต้หวัน มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันมากมาย ซึ่งแต่ละยี่ห้อพยายามขายจุดเด่นของตัวเอง ผมจะแบ่งกลุ่มเป็นสองประเภทละกัน กลุ่มแรกคือเครื่องจักรจากค่าย ญี่ปุ่น ถ้าพูดถึง สมรรถนะ คุณภาพ ความละเอียดในการประกอบและปรับแต่งรวมถึงความปราณีตในการทำงานต้องยกโป้งให้เลยครับ ถือได้ว่าสุดยอดทุกยี่ห้อ คุ้มกับค่าเงินที่จ่ายไปแน่นอน เรื่องของการพัฒนาของเครื่องจากค่ายนี้ ไม่ค่อยหนีกันเท่าไหร่หรอกครับ ส่วนมากจะตามๆกันมา ที่สำคัญต้องทำจากญี่ปุ่นน๊ะครับ ไม่ใช่เครื่องญี่ปุ่นที่ทำหรือประกอบ นอกประเทศน๊ะครับ ความปราณีตแตกต่างกันมากครับ

    กลุ่มที่สองที่มาจากค่าย ใต้หวัน ค่ายนี้ต้องทำใจในเรื่องคุณภาพ และ สรรมถนะ น๊ะครับ บางที่เครื่องรุ่นเดียวกันยังประกอบพาร์ทมาไม่เท่ากันก็เยอะ ความปราณีตในการทำงานของคนใต้หวันอาศัยเร็วอย่างเดียวครับและที่สำคัญโรงงานส่วนใหญ่ซื้อพาร์ทจากแหล่งเดียวกัน ถ้าท่านจะใช้ภายใน 2-3 ปี ถือว่าคุ้มหากมากกว่านี้ต้องคิดหนักนิดนึงน๊ะครับ

1. เงินในกระปุก หรือ ทุนทรัพย์

สิ่งแรกที่คุณต้องดูคือเงินที่เรามีอยู่ หรือ ความสามารถในการผ่อนชำระต่อเดือนและเงินดาวน์ แล้วคุณก็สามารถแยกว่าคุณจะซื้อจากค่ายไหน

2. งานที่จะทำ

หลังจากดูงบประมาณแล้ว ตอนนี้ต้องมากำหนดสเปคของเครื่องให้ตรงกับงาน โดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 ตลาด  ตลาดแรกจะเป็นงานทำอะไหล่หรือพาร์ททั่วๆไป สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำก็คือดูที่จุดคุ้มทุนและจะคืนทุนเมื่อไหร่ ถ้าเป็นงานระยะยาว 2 ปีขึ้นไปแล้วงานได้ราคา ขอแนะนำเล่นของค่ายญี่ปุ่นเหอะครับ แพงกว่าเครื่องใต้หวันประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ความจุกจิกน้อยกว่าค่ายใต้หวัน แต่ถ้ามีระยะยาวแต่งานไม่มีราคาก็ใต้หวันก็น่าจะพอใช้ พอใช้ไปซักสองปีไปแล้วเรื่องคุณภาพเครื่องต้องทำใจนิดนึง สำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูง แนะนำเลยว่าต้องเป็นเครื่องญี่ปุ่นเท่านั้นน๊ะครับ หากเป็นงานที่ค่า + / -  ลบเยอะๆเครื่องใต้หวันก็เป็นอีกทางเลือกนึง ส่วนเรื่องเลือก BOX WAY หรือ GIUDE WAY นั้นเป็นอีกเรื่องนึงครับ คือสองคอนเซ็ปนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง BOX WAY นั้นดูแลยากแต่ความละเอียด การกินชิ้นงานได้มากกว่าและพริซีชั่นสูงกว่า GUIDE WAY เยอะครับ แต่จะเสียเรื่องของความเร็วจะเป็นเต่านิดนึง แต่ข้อดีของ GUIDE WAY ดีตรงที่ว่าเวลาทำการซ่อมจะเสร็จเร็วกว่า การซ่อมของ BOX WAY นั้นต้องแป๊ะยางใหม่ ต้องเจียร์หน้ารางไสลด์ใหม่และวิธีการปรับแต่งค่อนข้างยาก แต่ถ้าทำแล้วอายุประมาณ 7 -10 ปี ก็จะทำซักทีนึงครับ หากเป็น GUIDE WAY ประมาณ 2 - 3 ปีก็ต้องเปลี่ยนแล้ว  สำหรับงานแม่พิมพ์ เงินจะเป็นตัวระบุว่าจะได้เครื่องเกรดไหน เพราะเทคโนโลยีเครื่องจักรญี่ปุ่นตอนนี้ไม่หนีกันเท่าไหร่หรอกครับ เพราะแต่ละบริษัทได้มีโรงแม่พิมพ์เพื่อที่จะพัฒนาเครื่องจักรโดยเฉพาะ สำหรับความคิดผม คิดว่าไม่แตกต่างกันครับ ถ้าจะแตกต่างก็เรื่องของโครงสร้างครับ ไม่ได้ใช่แค่ รอบ กับ ความเร็วตัดน๊ะครับ หากคุณซื้อเครื่องจักรมาดีมีออปชั่นทุกอย่าง แต่ซอฟแวร์ไม่ซัพพอร์ท มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ความเข้าใจของคนเกี่ยวกับเครื่องจักร กับ ซอฟแวย์นั้น ยังเป็นเรื่องที่ใกลตัวครับ G CODE สำหรับ High Speed บริษัทขายซอฟแวย์บางที่ยังไม่เข้าใจเลยว่า ต้องใส่ที่ไหนอย่างไร หากคุณใส่ผิดตำแหน่งจะเกิดอะไรขึ้น หรือมันจะเข้าไปยกเลิกอะไรหรือเปล่า คนขายเครื่องเองก็พยายามขายและจะบอกลูกค้าเสมอว่า พี่ของผมมี NURB น๊ะ  มี JERK น๊ะ มี AI NANO น๊ะ มี LOOK AHEAD น๊ะ อื่นๆอีกมากมาย ผมถามหน่อยเหอะ เราๆท่านๆเข้าใจไม๊ ขนาดผมไปเรียนที่ญี่ปุ่นโดยตรงคนสอนผมบางทีเขายังไม่เข้าใจเลย เขาจะบอกผมเสมอว่าคุณอย่าลืมน๊ะ ระบบตอบสนองทางกลของเครื่องจักรไม่มียี่ห้อไหนคิดได้ 100 เปอร์เซ็นต์หรอกครับ อย่างน้อยต้องมี ERROR อย่างใดอย่างนึง เช่น Ball Screw มีความผิดพลาดเท่าไหร่ Spindle Unit มีความผิดพลาดเท่าไหร่ Spindle Taper มีความผิดพลาดเท่าไหร่ ความผิดพลาดทางกลนั้นน่ะเยอะมาก ต้องใส่ค่าชดเชยในพารามิเตอร์ของเครื่อง รวมถึงอุณหภูมิที่เครื่องจักรอยู่ก็มีผลเช่นเดียวกันครับ อันนี้ยังไม่รวมถึงการจับ Tool และTool ที่เลือกใช้ ค่าชดเชยที่เบี่ยงเบนขณะกัด รวมถึงค่าสึกหรอ หรือ กร่อนของ Tool อีกเพียบเลยครับ ยี่ห้อดีขนาดไหน ก็ไปไม่ได้ครับ เพราะว่าปัจจัยในการทำงานและวัสดุมีองค์ประกอบหลายอย่าง งานนี้ไม่หมูหรอกครับ

3. สเป็คของเครื่องจักร

อันนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่อยู่สำหรับเครื่องแต่ละยี่ห้อผมจะอธิบายให้คร่าวๆล่ะกันว่าเขาจะดูกันอย่างไร เวลาเราซื้อเครื่องเราจะถามแต่ข้อดีใช่ไม๊ครับ แต่ข้อเสียเราจะไม่รู้เลยครับ เพราะคนขายเองก็ไม่รู้ครับว่ามันมีข้อเสียตรงไหน แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่กับเครื่อง CNC มานานจะรู้ครับว่าโครงสร้างแบบนี้มีปัญหาอะไร หรือระบบคอนโทรลที่ยุ่งยากเกินไป ผู้ผลิตเครื่องเองพยายามนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ แต่ลืมไปว่าระบบคอมพิวเตอร์ของคอนโทรลนั้นเปลี่ยนแปลงเร็วมากใช้ไปประมาณ 4 - 5 ปีอะไหล่ไม่มีแล้วหรือถ้ามีก็รอนานมากเป็นเดือน ให้พยายามคิดเสมอน๊ะครับ ถ้าคุณจะซื้อเครื่อง CNC ยี่ห้อไหนก็ตาม ให้ถามคนขายนิดนึงว่า เดือนนึงเครื่องรุ่นนี้ประกอบ หรือ ขายกี่ตัว ถ้าเดือนนึงมากกว่า 50 ตัวขึ้นไป ท่านก็สบายใจได้ครับ เพราะว่าอะไหล่ที่ผู้ผลิตเครื่องสั่งทำจะเย๊อะตามไปด้วย หากผลิตแค่ 5 ตัว 10 ตัว ก็น่าคิดครับ เพราะว่าอะไหล่ที่สั่งทำก็จะน้อยตามด้วยครับ เครื่องบางยี่ห้อมีการพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตคอนโทรล เวลามีปัญหาขึ้นมา ไม่รู้จะตามใคร ต่างคนก็ต่างโยนเรื่องให้กันและกันผมเจอมาเย๊อะครับ แล้วถ้าพูดถึงเรื่องความซับซ้อนซ่อนเงื่อนที่ผู้ผลิตคอนโทรลพยายามปิดบังมาโดยตลอด ถึงเวลาซ่อมขึ้นมาวิธีการและ อุปกรณ์ช่วย ขนมาหมดเลย เอาแค่ง่ายๆ แค่ Parameter เครื่องหายแค่นี้เอง ต้องโหลดสารพัดโปรแกรมเข้าไป ต้องใช้ Cassetเฉพาะ หรือไม่ก็ต้องใช้ตัวโหลดซอฟแวร์โดยเฉพาะของยี่ห้อนั้นๆ ท่านลองคิดดูน๊ะครับ แล้วช่างทั่วๆไปจะทำได้ไง ยากครับเป็นความคิดของผู้ผลิตคอนโทรลน๊ะครับ ต้องการหารายได้จากตรงนี้หรือไม่ก็ไม่อยากให้ผู้ใช้ไปวุ่นวายกับระบบของเขา ผมเองประทับใจ Fanuc อย่างนึงน๊ะครับว่าวิธีการของเขาค่อนข้างง่าย ไม่สลับซับซ้อนอะไร มีแค่ Laptop หรือ Memory Card แผ่นเดียวก็สามารถทำงานได้แล้วครับ เสียอยู่เรื่องเดียว การซื้อขายสินค้าค่อนข้างยากมาก แต่ถ้ามีแหล่งอื่นก็ไม่ต้องไปสนใจครับ หลายๆคนอาจจะเคืองๆอยู่เหมือนกันครับ อย่างว่าล่ะครับ อย่าคิดมากครับ เขาทำตามกฎและกติกาบ้านเมืองของเขาครับ หากไม่พอใจก็ไปใช้ของยี่ห้ออื่นก็ได้ครับ มาดูด้านล่างกันดีกว่า

3.1 ระบบของหัวจับชิ้นงาน หรือ หัว SPINDLE

ระบบขับด้วยสายพาน ( BELT TYPE ) ผมถือว่าเป็นระบบที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ ถ้ามอเตอร์กำลังขับเยอะ สายพานก็จะเยอะตาม ดูแลรักษาง่าย การซ่อมก็ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่จะเสียในเรื่องของการเริ่มขับและตอนเบรกจะใช้เวลามากกว่าระบบอื่นนิดนึง การกัดงานและผิวจะดีได้ระดับนึง ผมไม่เคยเห็นปัญหากับเครื่องญี่ปุ่นเลย แต่ถ้าเป็นใต้หวันกำลังขับจะไม่ค่อยใหว หัวจะหยุดอยู่กับที่แล้วเครื่องก็จะ ALARM

ระบบเกียร์ ( GEAR TYPE)เป็นระบบที่เครื่องรุ่นใหญ่จะใช้กัน เน้นงานกัดปริมาณเยอะ ทอร์คของเครื่องจะสูง ดีครับสำหรับงานเปิดผิว หรือขุดพอกเก็ตท์ แต่จะไม่ดีสำหรับงานที่ต้องใช้รอบสูง เพราะมีขีดจำกัดเรื่องรอบ

ระบบขับตรงโดยใช้ชุดต่อ หรือชุดเฟืองเสียบตรง (DIRECT DRIVE) ระบบนี้ส่วนมากจะใช้กับเครื่อง MACHINING CENTER จะได้ในเรื่องของทอร์ค จะดีกว่าระบบสายพาน การกัดงานผิวจะดีกว่า และกัดหนักได้ดีเยี่ยม แต่จะเสียในเรื่องของการเริ่มขับและตอนเบรกจะเหมือนกับระบบสายพาน จะดีตรงที่ไม่ต้องเปลี่ยนสายพาน

ระบบขับตรง หรือ แบบมอเตอร์อยู่ด้านในหัวหมุน (DIRECT DRIVE WITH BUID-IN MOTOR) เป็นระบบที่อัจฉริยะมาก ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ กัดได้หนัก ผิวดี ขึ้นลงของรอบได้เร็ว แต่การบำรุงรักษาค่อนข้างยาก ขออย่างเดียวอย่าให้ชนล่ะกัน ถ้าชนล่ะก็หัวนี้เป็นแสน ถึงแสนสาหัส การเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในทำได้ยาก ทำได้แต่จะไม่ดีเท่ากับของเดิม เครื่องจักรจากญี่ปุ่นตอนนี้เป็นระบบนี้หมดแล้ว หากรอบสูงมาก อายุการใช้งานก็มีขีดจำกัดอย่างเช่น อาจจะ 100,000 ชั่วโมงต้องเปลี่ยน Spindle Unit หลายๆท่านคงเคยเจอมาแล้ว ส่วนใหญ่คนขายเขาจะไม่บอกจุดด้อยกันหรอก จะบอกเฉพาะจุดเด่นเท่านั้น

3.2 ระบบป้อมมีดสำหรับเครื่องกลึง CNC

เครื่องยุคปี 80 และ 90 ส่วนมากเป็นแบบ คอบปริ้งค์ 2 ตัวประกบกัน ผมว่าระบบนี้ง่ายและคงทน แต่จะยากสำหรับงานซ่อมเพราะต้องถอดออกมาแล้วเปลี่ยน Taper Pin ใหม่ทั้งสองตัว แต่เครื่องยุคปี 2000 จะนิยมใช้แบบ คอบปริ้งค์ 3 ตัว ซึ่งง่ายเวลาปรับ โดยจะนิยมใช้เป็น Pin เยื้องศูนย์เป็นตัวปรับ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Taper Pin เพราะว่าไม่มี   เวลาซ่อมไม่จำเป็นต้องถอดหัว ส่วนมากจะใช้ระบบ SERVO MOTOR มาขับแทนระบบ ไฮโดรลิคมอเตอร์ แต่ถ้าเป็นเครื่องจากใต้หวันยังใช้ระบบเก่าอยู่ แต่อาจจะมีบางยี่ห้อที่ใช้ Servo Motor แต่เป็นคอบปริ้งค์ 2 ตัวประกบกัน

3.3 ลูกตุ้มถ่วงน้ำหนัก

ต้องยอมรับอย่างนึงว่า ระบบของญี่ปุ่นสมัยใหม่นั้น จะไม่มีลูกตุ้มถ่วงน้ำหนักอีกต่อไปแล้ว โดยเขาจะดีไซด์ ให้ตัวคอลัมน์ใหญ่กว่าตัวชุดหัวหมุน แล้วใส่ Ball Screw และ Servo Motor ให้ขนาดใหญ่กว่าปกติเพื่อที่จะดึงแกนให้อยู่ไม่ให้ตก ข้อดีของระบบนี้ก็คือเวลาเรากัดงานละเอียด ความระเอียดผิวจะดีกว่ามากและสามารถคอนโทรลค่าได้ดีกว่า ส่วนเครื่องใต้หวันส่วนใหญ่ยังคงใช้ลูกตุ้มหรือไม่ก็ใช้แก๊สเข้ามาเป็นตัวช่วย ส่วนอีกระบบที่นิยมใช้กันก็คือระบบไฮโดรลิค Balance นิยมใช้เฉพาะเครื่องใหญ่ๆความเร็วค่อนข้างช้า ใช้กับเครื่อง High Spped ไม่ได้

3.4 ระบบเปลี่ยน TOOL สำหรับเครื่อง MACHINING CENTER

 สำหรับเครื่องญี่ปุ่น ส่วนมากเป็น Random type หรือมี ระบบเก็บ Tool อยู่ข้างๆเครื่อง ระบบนี้ดีมากครับเพราะว่าไม่เก๊ะกะในเครื่องครับ การเลือกใช้สามารถเรียก Tool มารอก่อนได้ครับ ส่วนอีกระบบนึงเป็นแบบ ร่ม ระบบนี้ใส่ Tool ยาวไม่ได้ครับเพราะว่าเวลาเลื่อนแกนต้องคำนึงถึงงานที่อยู่ในเครื่องด้วย หาก Tool ยาวไปจะทำให้ Tool ที่ยาวชนกับชิ้นงาน แล้วเวลาเครื่องทำงานเศษโลหะจะกระเด็นเข้าไปติดอยู่กับ Tool ที่เก็บอยู่ในซองครับ ตอนเรียกก็ต้องเอา Tool เก่าไปเก็บก่อนแล้ว Tool ใหม่ถึงจะเรียกมาได้ครับ ระบบนี้เป็นพิมพ์นิยมของเครื่องใต้หวันครับ

3.5 ระบบเบรคสำหรับแกนโน้มถ่วงของโลก

ระบบเบรคมีความสำคัญยิ่งสำหรับความปลอดภัยของผู้ปฎิบัติงานกับเครื่องจักร เครื่องจักรทั่วๆไปจะมีอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรกจะเป็นแบบ BUID-IN MOTOR เป็นระบบที่ดีมาก เบรคจะอยู่ด้านในมอเตอร์ครับ แต่จะมีปัญหาตอนที่เสียเพราะต้องซื้อมอเตอร์ใหม่ ราคาก็หลายบาทอยู่ครับ อีกระบบนึงเป็นแบบเบรคไฟฟ้าซึ่งอยู่ติดกับเพลา Ball Screw ครับ การทำงานเหมือนกับ BUID-IN MOTOR ครับ แต่แตกต่างจากการเปลี่ยนอะไหล่ครับ ระบบนี้ถูกกว่าเยอะครับ เครื่อง MORI SEIKI ใช้เป็นระบบแรกครับ และได้มีการพัฒนาร่วมกับ Fanuc ครับ เวลามีไฟตกหรือไฟดับแกนจะหมุนกลับทางประมาณ 0.1-0.3 MM ครับ ทำให้งานตอนเก็บละเอียดไม่เป็นรอยครับ ส่วนยี่ห้ออื่น ท่านสามารถถามคนขายได้ครับ

3.6 ยี่ห้อและขนาดของอุปกรณ์ที่ใช้เช่น  Ball Screw, Guide way, Spindle Bearing Diameter,  ขนาดของ Motor 

อย่างที่ผมบอกเวลาซื้อของต้องดูยี่ห้อครับ หากยี่ห้อดี ขนาดใหญ่กว่า นั่นหมายถึงเครื่องที่ดีกว่าน๊ะครับ อย่าถามแต่มอเตอร์อย่างเดียวน๊ะครับ

3.7 ความเร็วรอบ และขนาดของ Spindle Nose รวมถึงขนาด Taper (BT-30, 40, 50) และ Stroke Limit

เอาไว้เปรียบเทียบน๊ะครับ ส่วนมากจะใกล้เคียงกัน

4. ยี่ห้อเครื่องจักร และ ศูนย์บริการ รวมถึงระบบคอนโทรล

ดูตาม้า ตาเรือด้วยน๊ะครับ ยี่ห้อเป็นตัวบ่งบอกอนาคตของเครื่องจักรเลยล่ะ หากเขามีศูนย์บริการอยู่ในบ้านเรายิ่งดีครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบงานขาย งานหลังการขาย และระบบอะไหล่ หากเครื่องจักรเราเป็นอะไร เขาสามารถซัพพอร์ทเราได้ภายในกี่ชั่วโมง หากต้องรออะไหล่จากต่างประเทศกี่วันถึงจะได้  และที่สำคัญคนซ่อมครับ หากคนซ่อมเยอะจะเป็นการดีสำหรับเรา หากเครื่องที่เราซื้อมาแล้วหาคนซ่อมยากหรือต้องเรียกศูนย์บริการอย่างเดียว บางทีก็แย่น๊ะครับ เพราะคำตอบที่ท่านจะได้รับก็คือ ต้องรอคำตอบจากต่างประเทศครับ ทำอะไรไม่ได้ ยิ่งเครื่องยี่ห้อไหนระบบ IT เยอะ ปัญหาก็จะเยอะตามครับ เพราะว่าเทคนิคขั้นตอนจะเยอะครับ หากทางศูนย์บริการไม่มีระบบ IT ที่ LINK ไปกับบริษัทแม่ ตายอย่างเดียวครับ

ถ้าท่านอยากรู้มากกว่านี้ ส่งรายละเอียดที่ท่านจะซื้อ เดี๋ยวผมจะสรุปให้ท่านเป็นข้อๆครับ ว่าตัวนี้ดีที่ไหน และไม่ดีที่ไหน อย่าให้ลงบนนี้เลยครับ เพราะว่าต่างคนต่างความคิดครับ ผมคิดเพราะว่าผมเห็น ผมเห็นก็เพราะว่าผมทำมากับมือครับ

   ตอนนี้ผมนึกออกแค่นี้ หากมีข้อมูลเพิ่มเติม ผมจะลงเพิ่มให้ครับ หากท่านใดสนใจอยากให้ผมช่วยดูให้ก็ติดต่อได้ทุกเวลาน๊ะครับ ยินดีช่วยครับ

ขอบคุณครับ

อำนาจ  ขำเพ็ง




© 2021 All Rights Reserved
Powered by
ThaiWebWizard.com